สงครามชายแดนส่งผลกระทบต่อมูลค่าการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นอย่างไร
Student news — 23/12/2025
News
1. ผลกระทบต่อมูลค่าการค้า
ข้อพิพาทและการปะทะบริเวณชายแดนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมูลค่าการค้า โดยมีรายละเอียดดังนี้
- มูลค่าการค้าทรุดตัวลงรุนแรง
มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาทรุดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 23% เนื่องจากมีการจำกัดการทำการของด่านการค้าชายแดนที่สำคัญหลายจุด - ความเสี่ยงต่อการค้าโดยรวม
การค้าขายระหว่างไทย-กัมพูชาพึ่งพาการค้าผ่านด่านชายแดนบกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 46.8% ถึง 48% ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมด
ดังนั้นเหตุการณ์ปะทะและความไม่แน่นอนจึงเสี่ยงที่จะฉุดให้การค้ารวมชะลอตัวลงอย่างหนัก - กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
การปิดจุดผ่านแดนถาวรหลายแห่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลง
มูลค่าการค้าและการนำเข้า-ส่งออกที่เคยหมุนเวียนเฉลี่ยวันละ 500 ล้านบาท มีแนวโน้มที่จะหยุดลงชั่วคราว
2. ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
ความขัดแย้งชายแดนได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการดำเนินงานของภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
- ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้น
ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เนื่องจากถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมที่ไกลถึง 1,500 กิโลเมตร
จากเส้นทางปกติ 500 กิโลเมตร การเปลี่ยนเส้นทางนี้ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นราว 15% ของราคาสินค้า
ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลให้มีการปรับขึ้นราคาสินค้าต่อผู้บริโภค - การหยุดชะงักของการผลิต
ความขัดแย้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ภาคเกษตรแปรรูป
โรงงานของไทยในกัมพูชา เช่น อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป จำเป็นต้องชะลอหรือหยุดสายการผลิตลง
เนื่องจากการขาดแคลนวัตถุดิบจากฝั่งไทย - ผลกระทบข้ามประเทศ
เหตุการณ์ปะทะนี้ไม่ได้กระทบเพียงการค้าแค่สองประเทศ แต่ยังกระทบคู่ค้าสำคัญของไทยที่บริโภคสินค้าไทยอย่าง เวียดนาม ด้วย - การปรับตัว
ธุรกิจโดยเฉพาะรายใหญ่ต้องแสดงความยืดหยุ่นโดยการปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง (Redirect) ไปยังช่องทางอื่น
เช่น การขนส่งทางทะเล หรือการใช้เส้นทางผ่านประเทศเวียดนาม เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานยังคงดำเนินต่อไป
3. ผลกระทบต่อความเชื่อมั่น (Confidence)
สถานการณ์ความไม่แน่นอนได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง
- ความเชื่อมั่นนักลงทุนสั่นคลอน
ความขัดแย้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทย ทั้งในตลาดหลักทรัพย์และการลงทุนในภาคธุรกิจจริง
นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะปรับกลยุทธ์โดยหันไปถือสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น - การชะลอและเลื่อนการลงทุน
โครงการลงทุนของไทยในกัมพูชา หรือแผนการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มที่จะถูกเลื่อนหรือชะลอการตัดสินใจออกไป - ความเสี่ยงการย้ายฐานการผลิต
หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อเกินกว่าหนึ่งปี นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยอาจพิจารณาทบทวนแผนการลงทุน
หรือแม้กระทั่ง ย้ายฐานการผลิต ไปยังประเทศอื่นที่มีเสถียรภาพมากกว่า เพื่อลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบ - ลดความน่าสนใจของประเทศ
สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนในประเทศไทยลง เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพ
สรุป
กล่าวโดยสรุป สงครามชายแดนทำหน้าที่เหมือน “ก้อนหินขนาดใหญ่ที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำทางเศรษฐกิจ” แรงกระเพื่อมจากการปิดด่าน (การค้าทรุดตัว) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดคอขวดและต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนยังบั่นทอนความเชื่อมั่น ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจและลดความเสี่ยงในการลงทุน
แชร์ข่าวนี้